Osaka Automesse 2012

January 30th, 2012 by admin

*press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Osaka Japan
Date : February 2012
Post by : www.imperialconcept.net

ตั้งใจไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะไปดูงาน Osaka Automesse
“สึนามิ” ทำให้ต้องเปลี่ยนแผน ดูโหงวเฮ้งปีนี้จะปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้
และอีกส่วนตั้งใจจะแอบไปเขียนบล็อคแบบเป็นชิ้นเป็นอัน ให้คุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน อิอิ

คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับงาน Tokyo Auto Salon
ส่วนงานนี้ค่อนข้างเปรียบเสมือนลูกเมียน้อย เพราะจัดหลัง Tokyo หนึ่งเดือน
แต่ผมรู้ว่ามีอะไรดีๆซ่อนอยู่ ไม่แพ้ที่ Tokyo โดยเฉพาะใน Osaka หุหุ

ผมเดินทางวันที่ 9 กพนี้ จะเก็บเรื่องแสบๆสนุกๆมาเล่าให้ฟัง ถ้ารอดตรีน “ยากูซ่า” มาได้นะ 5555

“เอเย่นต์..แจ้งว่า” ถูกสุดตอนนี้ การบินไทยมีโปร 18,900 แต่ต้องบินเช้านะ
ตัดสินใจอยู่สองวัน เอาวะ!! ยอมหลังแข็งกับสายการบินแห่งชาติหน่อย แลกกับการประหยัดเงินในกระเป๋า

สำหรับผมคนที่ต้องเดินทางบ่อย TG จะเป็นตัวเลือกท้ายๆ
เพราะที่นั่งแคบ จอส่วนตัวก็ไม่มี บินไกลมี..เหน็บแดกกันเป็นช่วงๆ

หลังขึ้นเครื่องผมต้องแปลกใจ TG626 เปลี่ยนความคิดผมไปอย่างสิ้นเชิง

ที่นั่งกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม มีจอส่วนตัว ซึ่งควรจะมีตั้งนานแล้ว
หรือว่าผมไม่ได้ใช้บริการนานแล้วเองหนอ อิอิ

ส่วนแอร์ผมไม่ขอคอมเมนท์ เดี๋ยวป้าเขาโกรธเอา 555

สมัยนี้การแข่งขันดุเดือด ลูกค้ามีหลายทางเลือก Social Network ครองเมือง
ข้อมูลข่าวสารปรู๊ดปร๊าด..ราวมอเตอร์ไซค์รับจ้างติด3G ถ้ายังย่ำอยู่กับที่ อาจต้องย้ายไปรับลูกค้าในสวนสยามแทน 555

” ฟิชออดั๊ก ?” เสียงหวานๆของแอร์ลอยเข้าหูผม 5555 ฟักออ….?
ได้ยินทีไร อดไม่ได้ที่ต้อง..ผวนคำ

โจ๊กมื้อเช้าเบาๆบนเครื่อง TG อิ่มสบายท้อง
เอาใจช่วยการบินไทยนะ จุ๊บจุ๊บ พัฒนาบริการให้เทียบเท่า หรือดีกว่าคู่แข่งไปเลย

ถึงแล้ว..โอซาก้า
ได้เวลาไปออกอาวุธกันแล้ว อิอิ


ตอนต่อไปจะมาแชร์วิธีการเดินทางจากสนามบินเข้าสู่โอซาก้านะจ๊ะ ^_^


Mondial Assistance

September 19th, 2011 by admin

*press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Pachanukul Bangkok
Date : September 2011
Post by : www.imperialconcept.net

ผมรู้จัก Mondial บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม
จากการติดตั้ง Jimmy Key ซึ่งเขามีแถมมากับสินค้า แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะสมัคร

ผ่านไปสองเดือน รถเกิดมีปัญหา ดับแบบไม่มี Email มาบอกล่วงหน้า
ดีนะที่เกิดเหตุใกล้ Office เลยได้ลูกน้องมาช่วยชีวิต
ถึง Office ผมรีบหยิบใบสมัคร Mondial มากรอกทันทีั อารมณ์ประมาณ “วัวเกือบหายแล้วรีบล้อมคอก”

สวรรค์มีตา ผ่านไป 4 วัน รถป้ายแดง (เมื่อ 12 ปีก่อน) เกิดความร้อนขึ้นกระทันหัน
แบบไม่ยอม Email มาบอกอีกแล้ว ทำให้ผมต้องง่าวอยู่บนทางด่วนเกือบชั่วโมง !!!

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ทางด่วน มาลากลงไปเก็บ ตรงทางลงประชานุกูล

สิ่งแรกที่ผมคิดถึงนอกจาก “คุณพระคุณเจ้า” ก็คือ Mondial
ผมคิดในใจ “คราวนี้..ตาเมิงหล่ะ” ผมหยิบ iPhone6 กดหา Mondial แบบไม่มีเกรงใจ
หลังรับสาย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะรีบดำเนินการและติดต่อกลับ

ผมเริ่มจับเวลาการทำงานของพนักงาน ดูซิว่าจะเร็วเหมือนที่คุยเอาไว้หรือป่าว หุหุ
ประมาณ 15 นาที เจ้าหน้าที่คนเดิมโทรกลับมาแจ้งว่า รถยกอยู่บริเวณแจ้งวัฒนะ
จะมาถึงภายในไม่เกิน 45 นาที พร้อมแจ้งทะเบียนรถและชื่อพนักงาน

“ผมหยิบนวลนางในรถมาอ่านฆ่าเวลา” แต่ไม่ลืมที่จะดูเวลาตลอด ผ่านไป 2o นาที
เจ้าหน้าที่ขับรถโทรถามถึงจุดที่ผมอยู่ หลังวางสายผมคำนวนแล้วคิดว่าน่าจะอีกสัก 20 นาทีคงจะมาถึง
เลยหยิบคอลัมน์หมอนพพรมาอ่าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ สักพักสายตาผมก็เหลือบไปเห็น อ้าว..มาถึงแล้ว

ตั้งแต่ประสานงานจนรถมาถึงที่เกิดเหตุใช้เวลาไปประมาณ 45 นาที
ผมถือว่าทำเวลาดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้ Mondial ใช้รถสไลด์..มายกรถให้ผม


สมองผมเริ่มทบทวน จากที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจ
ผมเริ่มมองเห็นประโยชน์ของบริการช่วยเหลือฉุกเฉินแบบนี้ขึ้นมา

ถ้ารถเราเกิดไปเสียในที่เปลี่ยว กว่าจะรอคนมาช่วย
ผมอาจจะโดนลากไปข่มขืน โดยไม่มีทางขัดขืน โอ๊ววว..ไม่นะ

ระหว่างทางผมได้พูดคุยพนักงานทำให้ทราบว่า
Mondial มีรถช่วยเหลือฉุกเฉินประจำในจุดสำคัญทั่วกรุงเทพ

80% ของรถยนต์ป้ายแดง ในบ้านเรา ที่แถมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 3 ปี
Mondial เป็นคนดูแลให้ทั้งหมด ต่างจังหวัดก็มี Partner อีก 900 แห่ง

รู้เยอะจนดูเหมือนเจ้าของ Mondial ไหมหล่ะ 555

ถ้าประกันรถยนต์เปรียบเสมือนประกันชีวิต
Mondial ก็คงเปรียบเสมือนประกันสุขภาพ มันขาดกันไม่ได้
เราชอบคิดกันว่ามันคงไม่เกิดขึ้นหรอกน่า ซื้อไปก็ไม่ได้ใช้ แล้วถ้าฉุกเฉินขึ้นมาหล่ะ จะหาใครมาช่วย
เกิดเหตุแค่ครั้งเดียว ก็คุ้มค่าสมาชิกทั้งปีแล้ว แต่ซื้อแล้วไม่ได้ใช้ ย่อมดีที่สุดใช่มะ ???

บริการตัวนี้เขาลากให้ฟรี 20 กมแรก ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
วันไหนเซ็งๆ ขี้เกียจขับรถ เรียกเขามาลากให้ก็ยังได้เลย แถมบริการช่วยเหลืออย่างอื่นอีกเพียบ

ผมลากจากประชานุกูล มาที่เลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา ใช้ไป 16 กม
สรุปครั้งนี้..ฟรีครับ ไม่ต้องนั่งรอลุ้นเหมือน MK งานนี้ถ้าไม่ได้เป็นสมาชิก โดนไม่ต่ำกว่าสองพันแน่นอน

เจอเหตุการณ์จริงด้วยตัวเองครั้งนี้ ทำให้มองบริการแบบนี้เปลี่ยนไป รู้ได้เลยว่ามีประโยชน์มาก
ทั้งรถเก่าและรถใหม่ สงสัยต้องหาวิธีจัดให้ลูกค้า Imperial Concept ได้ใช้บริการดีๆแบบนี้บ้างแล้วหล่ะ อิอิ

Behind the Scene

July 27th, 2011 by admin

                                                                                            *press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Ramindra Bangkok
Date : July 2011
Post by : www.imperialconcept.net

ห่างหายจากการเขียนบล็อคมาครึี่งปี จากเหตุผลเดิมคือ..อู้
แต่วันนี้ พร้อมกลับมาปฏิบัติภารกิจเช่นเดิม อย่าเพิ่งลืมกันเด๊อ อิอิ

หลังจากที่ Imperial Concept จับมือกับแบรนด์ดังหลายแบรนด์ในญี่ปุ่น
เพื่อเข้ามาบุกตลาดเมืองไทย โดยปรับราคาให้นักแต่งรถชาวไทยจับต้องได้

แบรนด์ Axis Japan http://axis-jp.com/ เป็นแบรนด์แรกที่เราเริ่มทำตลาด สาวก Honda Jazz คงรู้จักกันดี
ผมรู้สึกถูกใจกับการออกแบบไฟท้ายของเขามากๆ มันทำให้ดีไซน์ไฟท้ายเปลี่ยนไปเลย

วันนี้เรามีนัดถ่าย Ad โฆษณาไฟท้ายรุ่นนี้ กับ โปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ที่เรานำเข้ามา
บ่ายสองโมง เวลาดีตามฤกษ์ตกฝาก ผมต้องออกไปสำรวจสถานที่อีกรอบ เพื่อป้องกันความผิดพลาด


13.00 น สภาพอากาศยังครึ้ม เนื่องจากมีพายุเข้าตั้งแต่เมื่อวาน
ทีมงานเริ่มใจเสีย เพราะถ้าวันนี้ไม่มีแดด หรือฝนถล่มลงมา ก็เป็นอันว่า..จบเห่ !!!

หนทางเดียวที่จะรอด!!!
พวกเราตัดสินใจโหวตให้ บีม ตากล้องกิตติมศักดิ์ เป็นคนออกไปรำและปักต้นผักบุ๊ง
ตามความเชื่อของ…ชาวเผ่ามายา ว่ามันจะช่วยหยุดฝนได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ !!! ว่าปาฏิหารย์มีจริง
สักพักฟ้าเปิด แดดออกแบบจัดเต็ม ทำให้เราเริ่มทำงานกันได้ซะที

วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณปาล์มและน้องชายจาก HJC นำรถคันสวยมาเป็นนายแบบให้เรา


ผ่านไป 3 ชั่วโมง แดดเจ้ากรรมยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ทั้งครีมกันแดด ทั้งไวน์เทนนิ่งที่เตรียมมา เริ่มจะรับมือไม่ไหว
ทีมงานเริ่มปรึกษากัน กะว่าจะไปถอนผักบุ๊งมาผัดไฟแดงซะให้เข็ด
เพราะเรายังเหลืออีก 3 โลเกชั่น ที่ต้องถ่ายทำ



อากาศที่ร้อน และแดดที่เอื้อเฟื้อแบบเกินจริงจากชาวเผ่ามายา
ทำให้ทั้งทีมงานและเจ้าของรถเริ่มล้า จนหมดแรงกันไปที่ละคน

กองถ่ายที่ได้ชื่อเหลือเยอะ หรือรวยนั่นเอง “ต้องอวดป๋า”
ด้วยการโทรสั่งไอศครีม สเวนเซ่น มาเลี้ยงกันแบบจัดเต็ม

โลเกชั่นสุดท้าย เราเลือกมาเก็บภาพกันที่ Imperial Concept สาขาเลียบทางด่วน-รามอินทรา


ขาตั้งกล้องจากเยอรมัน ที่ทีมงานซื้อมาเกือบปี
มีโอกาสแสดงแสนยานุภาพในวันนี้ สุโค่ยยย

เสร็จเรียบร้อยไปด้วยความสนุกสนาน
ทั้งเหนื่อยทั้งมันส์ ขอบคุณทีมงานทุกคน คุณปาล์มและน้องชาย
และชาว HJC ที่ส่งรถเข้าประกวด ร่วมสนุกกับเรามากมายหลากหลายคัน

รอชม Print Ad ที่ขอบอกว่า ฝีมือดีไซน์เนอร์ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก
แอบกระซิบไว้นิดนึงว่า จะทำ Wallpaper ให้โหลดฟรีกันด้วยนะ อิอิ

HID Factory

December 24th, 2010 by admin

                                                                                            *press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Tokyo Japan
Date : December 2010
Post by : www.imperialconcept.net

กระแสความแรงของไฟซีนอนวันนี้
แรงเกินกว่าที่ผมคิดไว้เมื่อตอนไฟซีนอนเข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากราคาที่ปรับลงมามาก เพราะสินค้าที่ทะลักมาจากจีน
ถูกนำเข้ามาทำตลาดมากมาย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย
มีราคาตั้งแต่ 1,000 กว่าบาท ไปจนถึงเกือบหมื่น คุณภาพที่ออกมาก็อย่างที่เห็นกันอยู่

ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนพาร์ทเนอร์ของเราเมื่อตอนต้นปี
แวะชมกระบวนการผลิต พร้อมทั้งขออนุญาติถ่ายรูปมาฝาก

โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานที่ผลิตไฟซีนอนให้กับแบรนด์ดังๆหลายแบรนด์
Bellof ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของที่นี่ รวมทั้ง Imperial Concept ด้วยคับ 

หลายคนคงทราบเกี่ยวกับการทำงานของชุดไฟซีนอนกันมาพอสมควร
แต่วันนี้ผมเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหลอดไฟซีนอนมาฝากคับ

มาดูกันนะคับว่า กว่าจะได้หลอดซีนอนออกมาใช้งาน ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

 1.Forming   
    เริ่มต้นขั้นตอนแรก ต้องใช้เครื่องเป่าความร้อน เป่าหลอดแก้วให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ
    ซึ่งหลอดแก้วนี้ เอาไว้เพื่อบรรจุก๊าซซีนอน


2.Mount ass’y
   เมื่อได้หลอดแก้วตามขนาด ก็จะทำการประกอบ ทังสเตน เข้ากับหลอดแก้ว 
   หน้าที่ของทังสเตนคือเป็นตัวนำประจุไฟฟ้า (ARC) หรือการจุดก๊าซซีนอนให้เกิดความสว่าง 
   ซึ่งต้องใช้ความร้อนอย่างต่ำ 20000 โวลล์ ในการจุดแต่ละครั้ง
   ขั้นตอนนี้ต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น ถึงจะได้หลอดซีนอนที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

3. First sealing 
    เมื่อประกอบทังสเตนเข้ากับหลอดแล้ว จะใช้ความร้อน seal ปิดด้านล่างของกระเปาะหลอด

4. Heat treatment
     หลังจากนั้นจะใช้เครื่องอบความร้อนสูง
     อบเพื่อดูดสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ตะกอน ที่ตกค้าง ออกให้หมด
     ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุเม็ดสี (pill)

5.Glove box work
   ติดตั้งเม็ด  PILL ลงในหลอดแก้วที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
   PILL เป็นเม็ดปิโตเคมีคอล ทำหน้าที่ให้เกิดสีโดยใช้ความร้อน
   อย่างที่เราคุ้นกันดีว่า 6000k, 8000k นั่นคือค่าสี (Kevin) ไม่ใช่ค่าความสว่าง
   ซึ่งหลายคนจะเข้าใจผิดว่ายิ่งค่า K สูง จะยิ่งสว่าง จริงๆแล้วไม่ใช่นะคับ
   ยิ่งค่า K สูงขึ้น สีก็จะเข้มขึ้น ความสว่างก็จะลดลง

6.Exhaust
   พระเอกของเราคับ ก๊าซซีนอน ซึ่งทำหน้าที่ให้ความสว่าง
   ขั้นตอนนี้คือการบรรจุก๊าซซีนอน เข้าไปในส่วนของกระเปาะของหลอดแก้วที่เตรียมไว้

7.Second sealing 
   เมื่อบรรจุก๊าซซีนอนเรียบร้อย
   ต้องทำการ Seal บริเวณกระเปาะแก้วด้านบน เพื่อบังคับให้ก๊าซซีนอนเปล่งแสงในจุดที่กำหนด

8.Outer cover
   เมื่อได้หลอดที่บรรจุก๊าซซีนอนที่สมบูรณ์ ต่อไปต้องนำมาประกอบฐานและขั้วของหลอด
   ขั้วหลอดมีไว้เพื่อติดตั้งเข้ากับโคมไฟของรถแต่ละรุ่น ซึ่งมีหลากหลาย เช่น H4, H7 เป็นต้น
   แต่สำหรับที่นี่ เขาออกแบบนวัตกรรมใหม่ คือ ซีนอนที่สามารถเปลี่ยนขั้วได้ โดยใช้หลอดเดิม
   เหมาะสำหรับกรณีที่เราจะนำซีนอนไปใช้กับรถคันอื่น เจ๋งว่ะ!!!! 

9.Againg life test 
   เขาจะสุ่มเลือกหลอด ในล๊อตการผลิต มาทำการทดสอบ เพื่อบันทึกอายุการใช้งานของหลอดแต่ล๊อต
   ผมชอบขั้นตอนนี้มาก เพราะมีโอกาสได้พูดคุยกับวิศวกรที่เขาออกแบบเครื่องทดสอบนี้ขึ้นมา
   เขารู้ลึกจริงๆ เขารู้ถึงวงจรชีวิตของหลอดซีนอน เหมือนยุงเรยอ่ะ  
   เขารู้ว่าจะต้องทดสอบอย่างไร ถึงได้ค่าที่แน่นอน
   ยกนิ้วให้คับ สมแล้วที่แบรนด์ดังๆทั่วโลก ไว้วางใจให้เขาผลิตสินค้าให้

10.Lumen & Kevin test
     ตอนนี้เป็นการทดสอบความสว่าง และค่าสีที่ได้ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่

11.Assembly line
    ทำการประกอบสายไฟ และนำมาคัดแยกสี พร้อมตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งออกจำหน่ายทั่วโลก

สำหรับผมการเดินทางครั้งนี้ ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก
ก็ได้แต่นั่งคิดเล่นๆว่าเมื่อไหร่ บ้านเราจะมีเทคโนโลยีที่ดีๆแบบนี้บ้าง
แทนที่เราจะนำเข้า เราส่งออกไปให้พวกเขาใช้บ้าง ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นไปได้ในอนาคต

ผมคิดว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านนะคับ
ไว้มีโอกาสไปเจออะไรที่ดีๆ จะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะคับ..จุ๊บ..จุ๊บ

Imperial Shop 2

July 20th, 2010 by admin

*press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Rattanathibet Bangkok
Date : July 2010
Post by : www.imperialconcept.net

พวกเราวางแผนที่จะขยายสาขามากว่า 3 ปี เริ่มตะเวนดูที่ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว (2009)
ตอนแรกวางแผนกันไว้ว่าจะเปิดแถวรัชดา ด้วยเสน่ห์และความคึกคักของถนนเส้นนี้
พวกเราคิดว่าน่าจะมีอะไรสนุกๆ นำเสนอให้กับลูกค้าของเรา
พวกเราใช้เวลาตะเวนหาอยู่หลายเดือน ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ
จนไปเจอที่ผืนนึง เมื่อตอนปลายปีแถวรัตนาธิเบศร์



ทุกคนเห็นแล้วชอบ มีมติเป็นเอกฉันท์
ตกลงกันว่าจะเปิดสาขาที่นี่ก่อนแล้วถ้าเจอที่สวยๆแถวรัชดาเมื่อไหร่ ค่อยเปิดเป็นสาขาต่อไป

พวกเราเริ่มคุยกันถึงคอนเซปท์ของร้าน โดยได้ที่ปรึกษาคู่ใจของผม หม่อมเบิร์ด

เบิร์ดทำงานกับผมมากว่า 10 ปี
ทุกครั้งที่พวกเราไปออกงาน Motorshow หรือ Motor Expo งานออกแบบบู๊ธ ก็ฝีมือเขา
ล่าสุดเรา Renovate สาขาแรก เขาก็มาช่วยออกแบบให้ โดยคิดค่าแรงแบบ ” แล้วแต่จะให้ “

พวกเราให้โจทย์เบิร์ดว่า เราไม่ต้องการร้านแต่งรถ
แต่เราต้องกลิ่นอายของความเป็น Imperial Concept ที่ชัดเจนมากกว่าเดิม
ซึ่งผมรู้ว่าเบิร์ดเข้าใจในสิ่งที่พวกเราต้องการจะสื่อ

พวกเราเสียเวลากับการหาที่มาเยอะ ทำให้แผนขยายสาขาต้องช้ากว่ากำหนดเยอะ
และที่สำคัญค่าเช่าที่เริ่มรัน ตั้งแต่วันทำสัญญา ไม่มีฟรีพรีเลียด

พวกเราถามเบิร์ดว่าทำได้เร็วที่สุดแค่ไหน
เบิร์ดบอกพวกเราว่า “เราจะเสร็จได้ทันตามแผนที่วางไว้ก็ต่อเมื่อ ผมต้ิองทำงานแบบไม่หลับไม่นอน”
ผมได้ยินแล้วรู้สึกเห็นใจมาก ได้แต่กระซิบข้างหูเบิร์ดเบาๆว่า “งั้นอย่าช้า มึงรีบไปทำให้เสร็จ”
เบิร์ดน้ำตาคลอเบ้าด้วย..ความโมโห!!

หลังจากส่งช่างเข้าวัดพื้นที่ เบิร์ดใช้เวลา 3 วันส่งแปลนมาให้ตรวจ มีงานแก้ไขหลายส่วน

อีก 2 วัน เบิร์ดยกโน๊ตบุ๊คมาหาพวกเรา
พร้อมกับมาขึ้นแบบ 3D ให้พวกเราดู เผื่อว่าไม่ชอบส่วนไหนจะได้แก้แบบกันได้ทันที

เบิร์ดบอกกับผมว่า ” ไม่ได้นอนมา 3 วันแล้วเนี่ย!! ”
ผมยิ่งรู้สึกสงสารเบิร์ดจับใจ แต่ทำไงได้ “ประชาชนต้องมาก่อน”

คอนเซปท์ที่เบิร์ดนำมาขายพวกเรา คือ Cubic modular Design

ส่วนตัวผมชอบในความสดใหม่ของดีไซน์ ความรู้สึกที่ไม่จำเจ
แต่สำหรับ Imperial Concept ถ้าใช้ดีไซน์แบบนี้ มันคงขัดแย้งในความเป็นตัวตนของแบรนด์

อีกส่วนนึงที่พวกเราสนใจคือ การวางฟังชั่นในการใช้งาน ( diagram )
โดยการวิเคราะห์และแบ่งพื้นที่การใช้งานทั้งหมดเป็น 12 แบบ

ซึ่งพื้นที่การใช้งานทั้ง 12 แบบนั้น
สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆคือ

Back of the house (พื้นที่ส่วนบริการต่างๆ)
ประกอบไปด้วย ห้องทำงานช่าง ห้องพักพนักงาน สำนักงาน และห้องเก็บสินค้า

Front reception and showroom (พื้นที่ต้อนรับและจัดแสดงตัวอย่างสินค้า)
ประกอบไปด้วย จุดต้อนรับพร้อมห้องจัดแสดงตัวอย่างสินค้าและจุดชำระค่าบริการ

Rest area (พื้นที่พักคอยของลูกค้า) ประกอบไปด้วย
ห้องพักผ่อนพร้อมห้องน้ำ สามารถมองเห็นการทำงานของแผนกช่างขณะให้บริการ

Cars areas (พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับตัวรถ) ประกอบไปด้วย
ที่จอดรถ จุดจอดรถสำหรับ รถที่รอรับบริการ และจุดให้บริการเปลี่ยนอุปกรณ์ตกแต่งรถ

วางระบบการทำงานของทั้งร้าน ให้เชื่อมต่อกัน
โดยนำประสบการณ์จากสาขาแรกมาปรับเปลี่ยนให้ทำงานได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

พวกเราคิดว่า Design ถ้าโมเดิร์นเกินไป มันจะกลบความเป็นตัวตนของแบรนด์
น่าจะลดความโมเดิร์นลง ใส่ DNA ของความเป็น Imperial Concept เข้าไปให้ชัดเจนขึ้น
4 ชั่วโมงที่พวกเรานั่งโต้เถียงกัน สุดท้ายจึงมาลงตัวด้วยการพบกันครึ่งทาง

เพราะฉะนั้นถ้าคุณได้แวะมาเยี่ยม คุณจะได้เห็นสองสิ่งที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ภายนอกอาคารบางส่วน เราใช้การเจาะช่องกระจก ตีกริทบางส่วน เพื่อให้อารมณ์แบบ Cubic modular
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายใน เลือกใช้แบบ Vintage เพื่อตอกย้ำ DNA ของเรา
ชั้นวางโชว์สินค้า ยังคงใช้วัสดุเป็นเหล็กเหมือนสาขาแรก แต่ใส่ Design และลูกเล่นที่มากกว่าเดิม

หลังจากนี้เราจะได้เริ่มลงมือก่อสร้าง..กันซะที



หลังจากที่พวกเราสรุปแบบจนเป็นที่เรียบร้อย
ก่อนเริ่มเข้าก่อสร้าง คุณสมจิตร เจ้าของที่ดินแจ้งกับเราว่า
กำลังจะทำการย้าย “ศาลตายาย” มาอยู่ด้านหน้า เพื่อความเป็นสิริมงคล
หลังจากที่ทำการย้ายศาลเรียบร้อย ศาลที่ย้ายใหม่ สวยงามกว่าศาลเดิมมากทีเดียว
ซึ่งน่าจะเป็นสิริมงคลทั้งกับ ร้านอาหารของคุณสมจิตรและ Imperial Concept
ผมคิดว่า..นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ

 


31-7-2010 เจ้าหน้าที่ก่อสร้าง
เข้าทำการเคลียร์พื้นที่และเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้


4-8-2010 เริ่มทำการวางฐานราก
ซึ่งเป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันก่อนหน้านี้ว่า จะใช้เป็นโครงเหล็กหรือเทปูนเป็นฐานดี
หลังคำนวนข้อดีและข้อเสีย เลยสรุปตรงกันว่า ใช้การเทฐานปูนน่าจะดีกว่า

 

 

14-8-2010 หลังจากวางฐานรากเรียบร้อย
มาถึงขั้นตอนก่อผนังภายใน เราเลือกใช้อิฐมวลเบา เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน
ส่วนผนังรอบนอกอาคาร เราเลือกที่จะใช้อิฐมอญ เพราะเหตุผลในเรื่องของระบบความปลอดภัย
ถ้ามี “แฮคเกอร์” อยากลองของ เจาะระบบของเราเข้ามา ก็จะทำงานได้ยากขึ้น


20-8-10 ห้องถอดโคม
ตรงจุดนี้เรานำประสบการณ์จากสาขาแรกมาใช้
ด้วยการแยกการทำงานเป็นสัดส่วน ระหว่างห้องถอดและห้องพ่นโดยมีช่องส่งโคมไฟระหว่างกัน
ทำให้ระหว่างพ่นสีก็สามารถทำงานถอดโคมไปได้พร้อมๆกัน ทำให้ได้งานที่ส่งให้ลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


25-8-10 เริ่มก่อผนังด้านนอก

ตามคอนเซฟท์ Cubic Modular Design


1-9-10 เริ่มงานขึ้นโครงหลังคา

 


8-9-10 งานฉาบเก็บผนังตัวอาคาร

หลังจากวันนี้เราคงได้เห็นความเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
 


12-9-10 ผู้รับเหมานำงานตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์เข้ามาให้ดู

 

 

14-9-10 งานฝ้าเริ่มเข้ามาเก็บงาน
งานฝ้าเราแบ่งเป็นสองส่วน ฝั่งที่เป็นยิปซั่มเราจะเว้นไว้เพื่อติดวอลเปเปอร์
ส่วนงานฝ้าอีกฝั่ง เราจะใช้วีว่าบอร์ดขึ้นเป็นฝ้า โดยใช้น๊อตยึด
เป็นเรื่องเศร้าของพวกเรา เพราะวอลเปเปอร์ลายที่พวกเราเลือกใช้ ทางบริษัทนำเข้าไม่เก็บสต๊อกไว้มาก
และพวกเราเลือกที่จะติดวอลเปเปอร์แบบเฉียงผิดมนุษย์มนา ทำให้ต้องใช้วอลเปเปอร์เยอะเป็นพิเศษ
ทำให้ต้องรอสั่งนำเข้ามาอีก 45 วัน สรุปว่าเราจะได้ของประมาณกลางเดือนตุลา แล้วจะเปิดร้านต้นเดือนตุลา
ก็คงต้องเปิดไปก่อน ถ้ามาเห็นผนังและฝ้าเปลือยไว้ ก็อย่าอำกันนะคับ ^_^

 


15-9-10 งานชั้นเหล็กและประตูเริ่มเข้ามาติดตั้ง

 

 

16-9-10 งานกระจกรอบอาคารเริ่มทำการติดตั้ง
วันนี้ผมเข้ามาที่ไซน์งานประมาณ 4 โมงเย็น
รู้สึกว่าพนักงานก่อสร้างแต่ละคนดูไม่มีกระจิตกระใจทำงาน
หน้าตาพวกเขาเซ็งมาก ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงแอบไปถามหัวหน้างาน ก็ได้รับคำตอบว่า
“นายคับ มีคนงานฝันว่าเจ้าที่มาให้เลขเด็ด ก็เลยทุ่มแทงกันทั้งไซน์ สรุป…เละ” 555

 

 

5-10-10 ช่างสีเริ่มเข้ามาเก็บงานภายนอก

 

 

8-10-10 วันนี้เป็นวันที่ผม..ตั้งใจว่า
กลับมาถึงบ้านแล้วจะรีบกลับมาเขียน Blog ทันที
ผมมีนัดกับเบิร์ด..เมื่อตอนสี่โมงเย็น ที่หน้าไซท์งาน
เพราะผู้รับเหมาแจ้งกับพวกเราว่า จะนำงานเฟอร์นิเจอร์เข้ามาติดตั้ง

ช่วงนี้ ใจผมมันตุ๊มๆต่อมๆอยู่เรื่อย “ตั้งแต่โดนล้วงคองูเขียว..เมื่อครั้งที่แล้ว”
ผมหนักใจมากเมื่อเห็นงานเฟอร์ฯ ตัวอย่าง นึกไม่ออกเลยว่าของจริง หน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร
เพราะเห็นตัวอย่างที่ทำออกมาคราวที่แล้ว “ก็ได้แต่อุทานเบาๆ..โอ๊วววว..ฟัก!!”

 

แต่เมื่อผมมาถึงที่หน้าไซท์แล้ว โอ๊ววว..แม่เจ้า!! 
“ผมแทบจะกระโดด..จูบเบิร์ด” แต่ต้องเปลี่ยนใจเพราะกลัว..ลิปสติกของเบิร์ดจะเปื้อน

งานเฟอร์ฯ ทำออกมาได้ดีเกินคาด
เป็นการ Featuring ระหว่างเหล็กกับซีไลน์ (วัสดุที่ใช้ทำเฟอร์) ดูลงตัวกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ

ผมและเบิร์ด..มองหน้ากัน 
ซึ่งผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่า เบิร์ดคงอยากจะสื่อกับผมว่า “พี่..เราข้ามไปอีกขั้นแล้วนะ”
แต่ที่ผมกลัวที่สุดในตอนนี้ คือกลัวเบิร์ด..จะมากระซิบข้างหู “ผมกลัวมันเอาคืน”

 

เรา..ยืนอึ้งกันอยู่สักครู่
ผมดันเหลือบไปเห็น แม่เจ้า!! นัยน์ตาของเบิร์ด..เริ่มมีน้ำตาเออล้นด้วยความปิติ
ผมรู้ได้ทันทีว่า “เบิร์ดใช้..มาสคาร่าแบบถูก” เพราะมันเริ่มไหลย้อยเป็นทาง
มันทำให้ผมนึกถึง MV เพลงอกหักกลางสายฝน —— เบิร์ด You Cool Man !!

กลางเดือนนี้…พวกเราคงจะได้อวดโฉมแล้วหล่ะ ^_*

  

 

 

 

เครื่องตั้งไฟหน้า

July 4th, 2010 by admin

                                                                                                                         *press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Tokyo Japan
Date : march 2007
Post by : www.imperialconcept.net

ผมมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว
ได้ไปตะเวนดู Shop แต่งรถหลายๆแห่ง ทั้งใน Tokyo และ Osaka 
ตั้งใจไปดูไอเดียและวิธีการทำงานของพวกเขา คิดว่าถ้ามีอะไรดีๆ ก็จะนำมาปรับปรุงบริษัทของเรา

ผมไปเจอเจ้าเครื่องตั้งไฟหน้าเครื่องนี้ที่ Tokyo ผมเห็นครั้งแรกก็รู้สึกว่า ” เฮ๊ยย..เจ๋งดีว่ะ!! ”
ผมถามเขาว่าเครื่องนี้มันช่วยอะไรได้ ที่เมืองไทยเวลาเราตั้งไฟ เราก็ยิงเข้ากำแพงก็ตั้งและใช้งานได้ดีนี่

เขาตอบผมว่า การทำงานแบบนั้นต้องใช้ประสบการณ์ของช่าง ทำให้เกิดโอกาสผิดพลาดสูง
และช่างแต่ละคนก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน ถ้าช่างที่เข้ามาทำงานใหม่กว่าจะตั้งไฟเป็นก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกพอสมควร
แต่ถ้ามีเจ้าเครื่องนี้ ช่างทุกคนสามารถตั้งไฟได้มาตรฐานเดียวกันหมด

ผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันมีประโยชน์มาก ทั้งกับลูกค้าของเรา
และการทำงานของแผนกช่าง ก็จะรวดเร็วและแม่นยำ ผมคิดในใจว่า ต้องหามาใช้ให้ได้

ทันทีที่กับถึงเมืองไทย ผมเริ่มหาข้อมูลว่าจะสั่งเจ้านี่ได้ที่ไหน
ถามพรรคพวกที่เมืองไทย แทบไม่มีใครรู้จักหรือเคยใช้เจ้าเครื่องนี้เรย ความปวดหัวเริ่มมาเยือน

ผมใช้เวลาค้นหาข้อมูล สืบเสาะ 1 ปีเต็ม
จนได้ข้อมูลว่า มีบริษัทที่อิตาลี เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเจ้าเครื่องตัวนี้
ในบ้านเรายังไม่มีใครใช้เรย ก็ต้องหาทางติดต่อ จนได้เจ้าตัวนี้มาใช้งานสมใจ

หลังจากได้ทดลองใช้ ก็รู้ทันทีว่ามันมีประโยชน์มาก
เราสามารถตั้งไฟหน้าให้ได้เหมือนตอนออกรถมาใหม่ ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล (UNECE)

ที่สำคัญตอนนี้บ้านเรา จะมีปัญหากันมากสำหรับรถที่มาติดตั้งซีนอน (H.I.D) เพิ่มเติม
แสงที่ออกมามันจะไปแยงตารถคันอื่น เนื่องจากโคมไฟเหล่านั้นไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับไฟซีนอน (H.I.D)

ตัวจานฉาย  (Reflector) หรือตัวบังคับทิศทางของแสง เขาออกแบบมาให้ใช้กับหลอดฮาโลเจน (Halogen) เท่านั้น
พอเราเปลี่ยนไปใช้ ซีนอน (H.I.D) ทำให้ตัวโคมไฟไม่สามารถควบคุมการตกกระทบของแสงได้ แสงหลุดออกจากเส้นคัทออฟ
จึงทำให้แสงจากรถเราไปรบกวนรถคันอื่น

แต่เครื่องตั้งไฟหน้า จะช่วยให้เรารู้มุมตกกระทบของแสง รู้ระยะเส้นคัทออฟ
เราสามารถตั้งให้แสงไฟที่ออกมารบกวนรถคันอื่นให้น้อยที่สุด โดยที่เราไม่ต้องเดาอีกต่อไป

>>>>> ใช้ท้องถนนร่วมกัน การเอื้ออาทรต่อกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคับ <<<<<

UNSEEN TAIWAN 2010

June 25th, 2010 by admin

TAIPEI AMPA 2010

June 23rd, 2010 by admin

*press F11 for fullscreen/back to normal screen

Location : Taipei
Exbition name : Nangang
Date : april 2010
Post by : www.imperialconcept.net

 

ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นการเขียน blog ครั้งแรกของผม
ดีใจมากคับที่แวะเข้ามาอ่าน พรุ่งนี้ผมกำลังจะเดินทางไปไต้หวัน
เพื่อไปชมงาน Taipei Ampa Show 2010 งานแสดงอุปกรณ์ตกแต่งและอะไหล่รถยนต์
ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะ แล้วจะมาเล่าให้ฟัง..ตอนกลับมานะคับ

 

ผมเดินทางถึง Taipei คืนวันอาทิตย์ก่อนงาน 1 วัน
ครั้งนี้ผมเลือกไปพักที่ Keelung ซึ่งเป็นเมืองท่าติดทะเล
สามารถเดินทางไปงานได้ไม่ยาก นั่งรถไฟประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง Taipei

แต่ถ้าเพื่อนๆที่ไม่เคยไป Taiwan แนะนำให้หาที่พักใน Taipei
มีเวลาว่างจะได้ตะลอนเที่ยวใน Taipei ซึ่งมีที่น่าสนใจหลายแห่ง
งาน AMPA จัดที่ Taipei Nangang Exhibition Center การเดินทางไปดูงาน ง่ายมากคับ

นั่ง MRT Wenhu Line (สายสีน้ำตาล)
ไปลงสถานี Taipei Nangang Exhibition Center
 อันนี้ถึงหน้างานเรยคับ แต่รถอาจจะวิ่งอ้อมเล็กน้อย แต่สะดวกไม่ต้องไปต่อ

หรือจะนั่ง MRT Bannan Line (สายสีน้ำเงิน)
ลงสถานี Nangang แล้วต่อ Shutter Bus ฟรีไปงาน

 
เวลาเดินทางมาชมงาน นั่ง MRT Bannan Line (สายสีน้ำเงิน)
ผมว่าสะดวกสุด ไม่วิ่งอ้อม และที่สำคัญสายนี้วิ่งผ่านแหล่งท่องเที่ยวดังๆ
เวลาจะเที่ยวใน Taipei ถ้าเลือกเดินทางด้วยรถใต้ดิน น่าจะได้ใช้สายนี้บ่อยที่สุด

เมื่อถึงงาน ต้องแวะลงทะเบียนก่อนเข้างาน
บัตรสามารถใช้เข้าชมงานได้ทั้ง 3 วัน

งาน AMPA จัดขึ้นเพื่อให้คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์จากทั่วทุกมุมโลก
มาพบกับผู้ผลิตในไต้หวัน งานนี้จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจด้านนี้ หรือมีความคิดที่จะเข้ามาลุยในธุรกิจนี้

งานนี้อาจจะดูแล้วไม่ค่อยหวือหวาเหมือนงาน Tokyo Auto Salon ที่ญี่ปุ่น
งานนี้จะเน้นการเจรจาธุรกิจมากกว่า แต่ก็มีไอเดียดีๆ หลายอย่างซ่อนอยู่ในงาน

แต่สำหรับคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านนี้ ต้องบอกว่าพลาดไม่ได้
มีเจ้าของโรงงานในเมืองไทยหลายๆคน ก็ไปดูว่าเทคโนโลยีไปกันถึงไหน ไปดูเทรนด์
แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ของตกแต่งง่ายๆ หลายคนเลือกที่จะไปสั่งซื้อที่เมืองจีนมากกว่า
กวางโจว ก็มีงานแสดงสินค้าประมาณนี้ แต่สินค้าคุณภาพอาจจะยังไม่ดีนัก ไว้มีโอกาสผมจะไปหาข้อมูลมาเล่าให้ฟังคับ

ผมได้พูดคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตหลายแห่งในไต้หวัน
พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่า เดี๋ยวนี้เจ้าของแบรนด์ดังๆในญี่ปุ่นหลายๆแบรนด์
เริ่มเข้ามาติดต่อให้โรงงานในไต้หวันผลิตสินค้าให้ ทั้งเรื่องของต้นทุนและเทคโนโลยี
ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี เขาไปไกลกว่าเรามาก เขามีเครื่องสแกน 3D ที่สามารถสแกนสิ่งของ
แล้วพล๊อตออกมาเป็นแบบให้นำไปผลิตได้ทันที เรียกได้ว่า Copy ได้เพียงเสี้ยวอึดใจอ่ะ เอากับเขาดิ๊!!

Pretty ในงาน ก็มีให้ดูบ้างปะปราย
แต่สู้บ้านเราไม่ได้หรอก บ้านเราแหล่มและแรงกว่าเยอะ

บริษัทนี้ น่าสนใจมาก
เขาสามารถผลิตแบตเตอรี่ HYBRID
เพื่อส่งให้โรงงานประกอบรถบรรทุก  
และกำลังพัฒนาสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
เห็นไหมคับ ว่าเทคโนโลยีเขาตามญี่ปุ่นชนิดที่ว่า..หายใจรดต้นคอ

ผมแวะเยี่ยมบู๊ธ Supplyer ของเรา
Eagle Eyes เป็นบริษัทผลิตโคมไฟรถยนต์
ซึ่งผลิตทั้งโคมไฟสำหรับโรงงานประกอบรถยนต์และโคมไฟแต่ง
เป็นบริษัทแรกๆในไต้หวันที่ผลิตโคมไฟรถยนต์ ซึ่งพวกเขามีประสบการณ์มายาวนานกว่า 30 ปี
Eagle Eyes บอกกับผมว่า พวกเขากำลังจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ไต้หวัน
สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดคือ..บริษัทเขาเติบโตขึ้นทุกปี แต่พอหันกับมาดูที่ธุรกิจประดับยนต์บ้านเรา..เฮ้อ

สิ่งที่ผมฝันไว้ในอนาคต ผมอยากเห็นนักธุรกิจไทยที่ทำธุรกิจด้านนี้
ร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนปัจจุบัน
แบบนี้เราสู้กับโลกภายนอกเขาไม่ได้

เรื่องค้าขาย ผมว่าเราไม่เป็นรองนะ เรื่องการดูแลลูกค้าผมว่าเราเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ
เพราะพื้นฐานคนไทยมีใจบริการ แต่สิ่งที่พวกเราขาด คือความไว้ใจซึ่งกันและกัน
ขาดการพัฒนาทักษะ ต่างคนต่างอยู่ เราสู้กันเอง ต่างกับเมืองนอก เขาจับมือกัน
ภาครัฐสนับสนุน อย่างที่ไต้หวันประเทศเขาเล็กกว่าเรามาก
แต่เขาส่งออกไปทั่วโลก นำเงินเข้าประเทศมหาศาล ส่วนภาครัฐของเรา.. อย่าไปพูดถึงดีกว่า!!

วันนึงถ้าเป็นเหมือนที่ผมฝันไว้จริงๆ
วงการประดับยนต์ น่าจะเติบโตขึ้นอีกเยอะ
เวลาเราจะออกไปสู้กับโลกภายนอก เราจะไม่ไปคนเดียวอีกต่อไป
เราจับมือไปด้วยกันทั้งทีม พลังมันมหาศาล ผมคิดว่าในอนาคตมันก็คงต้องไปถึง
แต่อาจจะไปถึง เพราะสถานการณ์ในอนาคตมันบังคับ ให้พวกเราต้องจับมือกัน..เพื่อความอยู่รอด
เพราะทุกวันนี้เรามี FTA เราไม่ไป เขาก็มา แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าวันนี้ทุกคนแค่ลองเปลี่ยน..ทัศนคติใหม่

งานนี้จัดทุกปี
ประมาณว่าถ้าอยากไปดู..ก็อดเล่นสงกรานต์อ่ะ
ปีนี้ดูงานไปก็เสียวไป กลัวปิดสนามบินกันอีก

ถ้าปิดจริง..แล้วตรูจะกลับบ้านยังไงฟ่ะ!!

คราวหน้าผมจะมาเขียนถึง Life Style ในไต้หวันบ้างคับผม ^_^

 

 

Welcome to Imperial Concept Club

December 24th, 2009 by admin

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Imperial Concept Club คลับของคนรักรถ มาพูดคุยและพบกับบทความดีดี และข่าวสารโปรโมชั่นอัพเดทของทางร้าน ที่จะมาอัพเดทให้รถของคุณโดดเด่นกว่าใคร

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ออโตดัสท์(ประเทศไทย)? จำกัด
3/78 หมู่ที่ 6 ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม แขวงลาดพร้าว เขต ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

อีเมล์: autodust@gmail.com
โทร: 02.539.9545